
หมูบิน จับชีพจรหุ้น ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 4 ภาพ
4 ชม. ·
เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ! เนื่องจากนายหมูบินได้ย้ำมาตลอดว่าประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย หรือการเข้าสู่ Exit Strategy ของเฟดจะถือเป็นจุดตายของตลาดหุ้นโลก แม้ว่าในปัจจุบันจะมีอภิมหา QE จากยุโรป และญี่ปุ่นเข้ามาแทน QE ของสหรัฐ แต่ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง การแย่งกันของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่จะไหลกลับเข้าไปที่สหรัฐเพื่อ Unwinding US Dollar Carry Trade ก็จะเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และการ Panic Sell ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) ก็จะเกิดขึ้นจริงๆอีกครั้ง คำถามคือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร ?
ทั้งนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่าการที่ภาคแรงงานของสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนมาจากการที่อัตราการว่างงานสหรัฐในเดือน ก.พ.2558 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.5% และการจ้างงานขยับขึ้นไปแตะระดับ 2.95 แสนตำแหน่งในเดือนเดียวกัน เทียบกับค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ 2.75 แสนตำแหน่ง ประกอบกับการที่ประธานเฟดที่ได้ไปพูดไว้ต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเฟดอาจมีการถอนคำว่า “Patient” ออกจาก Statement ในการประชุมครั้งต่อๆไป ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดจะถอนคำว่า “Patient” ออกจาก Statement ในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค.2558 นี้เลย และจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.2558
ในที่นี้ผมขออธิบายความเห็นของผมคู่ไปกับบทวิเคราะห์จาก House ใหญ่อย่าง MS ซึ่งมีประเด็นที่ผมเห็นด้วย และบางประเด็นที่มองต่างครับ โดยประเด็นที่เห็นด้วยคือสิ่งที่ผมได้พูดไปในรายการ "เซียนเศรษฐกิจ" วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คือผมมองว่าเฟดจะตัดสินว่าภาคแรงงานของสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอต่อการขึ้นดอกเบี้ยแล้วนั้น จะพิจารณาจากตัวเลขอัตราการว่างงาน และการจ้างงานเท่านั้นคงไม่ได้ เนื่องจากต้องพิจารณาค่าแรงต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญในทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปด้วย เนื่องจากถ้าค่าแรงต่อชั่วโมงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็พอที่จะคาดการณ์ได้ไม่ยากว่ากำลังซื้อของคนสหรัฐจะขยับขึ้น และต้นทุนที่สะท้อนจากดัชนี ECI รวมทั้งราคาสินค้า หรืออัตราเงินเฟ้อสหรัฐก็จะขยับขึ้นด้วย ซึ่งสถานการณ์แบบนี้จะทำให้เฟดมีความคล่องตัวมากขึ้นในการขึ้นดอกเบี้ย
แต่ประเด็นที่ผมเห็นต่างจนทำให้ยังไม่คิดว่าเฟดจะมีความคล่องตัวเพียงพอถึงขนาดที่จะมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ครั้งใดก็ได้ตั้งแต่ มิ.ย.2558 เหมือนอย่างที่ MS คาด เนื่องจากในเดือนล่าสุดค่าแรงต่อชั่วโมงของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 0.2% เท่านั้น ยังห่างไกลมากจากเป้าหมายของเฟดที่ 2% นอกจากนี้อัตราการว่างงานที่ระดับ 5.5% อาจยังไม่ใช่ระดับ Full Employment แล้วเหมือนที่ตลาดมองว่าอยู่ที่ระดับ 5.5-5.2% ก็ได้ เนื่องประเด็นดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งมาจากคนวงในอย่าง Charles Evans ประธานเฟดสาขาชิคาโก้ที่ระบุว่าระดับ Full Employment ของสหรัฐน่าจะอยู่ที่ระดับ 5% มากกว่า
นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญที่สุด และผมคิดว่าเฟดควรจะต้องใช้ความระมัดระวังให้มากต่อการเริ่มขึ้นดอกเบี้ยก็คือความเสี่ยงจากการนำเข้า หรือ Import ภาวะเงินฝืดเข้ามาในสหรัฐ เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อต่ำจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำ และกำลังซื้อที่หดตัวลงทั่วโลกอยู่แล้ว ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งจะตามมาด้วยการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์อย่างมาก จะส่งผลให้สหรัฐนำเข้าสินค้าในราคาที่ถูกลง และจะตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงในที่สุด
ดังนั้นแม้ว่าผมจะเห็นด้วยว่าที่ฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน Stage แรกๆบนภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆจะเป็นเรื่องดี และปกติ แต่ผมมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังเสี่ยง และเร็วเกินไปที่เฟดนำประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นวาระที่ต้องทำให้ได้ในระยะเวลาอันใกล้ ผมจึงมองว่าไม่ว่าเฟดจะถอนคำว่า “Patient” ออกจาก Statement ในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค.2558 นี้หรือไม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หรือเข้าสู่ Exit Strategy จริงในเดือน มิ.ย.2558 เลย โดยที่ผมประเมินว่าเร็วที่สุดคือ ต.ค.2558 หรืออาจจะเลยไปถึงกลางปี 2559 เลยก็เป็นได้ ทำให้กรณีที่การพักฐานของ SET ในช่วงครึ่งแรกของ มี.ค.2558 ลงมาปิดไม่ต่ำกว่า 1,530 จุด SET น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นจริงจังได้อีกครั้ง หลังการประชุมเฟดวันที่ 18 มี.ค.2558 โดยมองเป้าหมายเดือน เม.ย.2558 ไว้ที่ 1,620 จุด อีโมติคอน smile
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น