วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โลกในมุมมอง VI : ฟองสบู่ Nasdaq VS MAI Monday, 16 February 2015



การปรับตัวขึ้นของราคาหรือดัชนีหุ้น MAI ในช่วง 3-4 ปีมานี้สูงมากจนทำให้ผมคิดว่ามันเป็น  ฟองสบู่ จากปลายปี 2554 ถึงปัจจุบัน ดัชนีปรับตัวขึ้นเป็นมากกว่า 3 เท่าในเวลา 3 ปี เศษ ๆ จากดัชนี 242 เป็นประมาณ 800 จุดในปัจจุบัน  ราคาหุ้นบางตัวปรับขึ้นมากกว่า 10 เท่าภายในช่วงเวลาดังกล่าว ดัชนีหุ้น MAI ปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วจนค่า PE สูงถึง 84 เท่า ค่า PB สูงถึง 7 เท่า และอัตราปันผลต่อราคาหุ้นเท่ากับ 0.6ต่อปี  นักลงทุนส่วนบุคคลจำนวนมากต่างก็เข้ามาเล่นหุ้นตัวเล็กที่มักจะอยู่ในตลาดหุ้น MAI ถ้าจะว่าไป  ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยที่หุ้นจะ เวอร์ ขนาดนี้  ถ้าจะหาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นที่จะมาเปรียบเทียบ  ผมคิดว่ากรณี ฟองสบู่หุ้น Nasdaq” หรือฟองสบู่หุ้น ไฮเท็คในช่วงต้นปี 2000 ในสหรัฐอเมริกาน่าจะนำมาเทียบเคียงและอาจจะเป็นบทเรียนให้เราได้
  ข้อแรกก็คือ  ฟองสบู่หุ้นไฮเท็คนั้นเริ่มต้นในช่วงประมาณต้นปี 1997 พอถึงเดือนมีนาคมปี 2000 ดัชนีได้ปรับตัวขึ้นไปกว่า 3 เท่าในเวลาเพียง 3 ปีเศษ  ดัชนีวิ่งขึ้นจาก 1000 ต้น ๆ  เป็นเกือบ 4000 จุด หุ้นหลายตัวที่โดดเด่นเช่นหุ้น Cisco Systems ที่ทำเกี่ยวกับระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดนั้น  ผมจำได้ว่ากลายเป็นหุ้นที่มี Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นใหญ่ที่สุดในโลกตัวหนึ่งทั้ง ๆ  ที่มันจดทะเบียนในตลาด Nasdaq หรือ  ตลาดหุ้นตัวเล็ก คล้าย ๆ  ตลาด MAI ในบ้านเรา  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้นไฮเท็คโดยเฉพาะที่ทำเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตนั้นมีราคาวิ่งขึ้นไปสูงมาก  หลาย ๆ  ตัวราคาปรับขึ้นไปเป็นกว่าสิบเท่าในเวลาอันสั้น  ค่า PE ของดัชนี Nasdaq นั้นสูงถึง 100 เท่า   ดังนั้น  มองในแง่ของความ เวอร์ ก็ต้องบอกว่าฟองสบู่หุ้นไฮเท็คดูเหมือนว่าจะสูงกว่าเล็กน้อยในนาทีนี้  แต่ก็ไม่แน่ว่าในที่สุดหุ้น MAIจะเหนือกว่าหรือไม่  เพราะฟองสบู่ไฮเท็คแตกไปนานแล้วในขณะที่หุ้น MAI ดูเหมือนว่าจะยังขึ้นอยู่
  ข้อสอง ฟองสบู่หุ้นไฮเท็คนั้นเกิดขึ้นเพราะ Story หรือเรื่องราวการพัฒนาทางเท็คโนโลยีโดยเฉพาะทางด้านอินเตอร์เน็ตที่กำลังกลายเป็นกระแสใหม่ของโลกที่คนธรรมดาทั้งโลกจะสามารถใช้มันได้ทุกวัน  กระแสนี้ทำให้คนคิดว่าบริษัทจดทะเบียนที่ทำเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นในระบบ  เศรษฐกิจใหม่ ของโลก  มันจะทำรายได้และมีกำไรมหาศาลยิ่งกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่เดิมที่มีอยู่ใน  โลกเก่า ในอนาคตอันใกล้แม้ว่าในขณะนั้นมันยังมีรายได้น้อยมากและจำนวนมากก็ยังไม่มีกำไรเลย  ตัวอย่างถ้าผมจำไม่ผิดก็เช่นบริษัทอเมซอนดอทคอมที่ขายหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ตที่มีมูลค่าหุ้นใหญ่กว่าบริษัทบาร์นแอนด์โนเบิลซึ่งเป็นบริษัทขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและอยู่มาน่าจะหลาย ๆ สิบปีแล้ว  ว่าที่จริงมูลค่าของอเมซอนในขณะนั้นใหญ่กว่าบริษัทขายหนังสือทั้งหมดในประเทศรวมกันด้วยซ้ำทั้ง ๆ  ที่ยังไม่มีกำไรเลย
  Story ของหุ้น MAI นั้นผมคิดว่าแตกต่างจากตลาด Nasdaq มาก  เนื่องจากนโยบายก็คือ  หุ้น MAI นั้นมีขึ้นเพื่อสนับสนุนบริษัทขนาดเล็กเพื่อให้มีช่องทางการระดมทุนเพื่อการเติบโตและบริษัทขนาดเล็กที่เข้ามาจดทะเบียนก็มีหุ้นไฮเท็คน้อยมาก  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  เราก็ได้เห็น กระแส อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นนั่นก็คือเรื่องของพลังงานทดแทนซึ่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดขึ้นโดยการ  สนับสนุนด้านราคาขายให้แก่บริษัทที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ  นี่ทำให้บริษัทที่ทำพลังงานทดแทนเกิดขึ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และก็ได้รับการ ต้อนรับ  จากนักลงทุนจำนวนมากที่อาจจะมองว่ามันจะเป็นธุรกิจที่จะโตไปได้อีกมหาศาลพร้อม ๆ กับกำไรที่จะเติบโตขึ้นเนื่องจากเม็ดเงินที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐไปอีกนาน    มองในแง่นี้ผมคิดว่า Story ของหุ้นไฮเท็คน่าจะเหนือกว่าหุ้น MAI มาก
เรื่องที่สามที่ผมคิดว่าคล้าย ๆ  กันระหว่าง Nasdaq กับ MAI ก็คือ  บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในตลาด MAI ต่างก็พยายามเข้ามาทำธุรกิจพลังงานทดแทนเพราะอาจจะเห็นว่ามันทำกำไรได้  แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ  พวกเขาเปลี่ยนชื่อบริษัทเพื่อสะท้อน ให้เห็น ทิศทาง ที่บริษัทจะเดินไป  ประเด็นก็คือ  การเปลี่ยนชื่อนั้น  พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้คนสนใจหุ้นมากขึ้นและเข้ามาซื้อทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย  ชื่อที่จะทำให้คนสนใจนั้นจะต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแสงอาทิตย์เช่นคำว่า  โซลาร์” เป็นต้น  ในทำนองเดียวกัน  ในช่วงของฟองสบู่ไฮเท็คเองนั้น  บริษัทจำนวนมากต่างก็เปลี่ยนชื่อให้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตหรือไฮเท็ค เช่น  ต่อท้ายชื่อของบริษัทด้วยคำว่า  ดอทคอม  หรือ ดอทเน็ต  หรือ โทรนิค  อะไรทำนองนี้  มีการศึกษาพบว่าหุ้นของบริษัทที่มีการเปลี่ยนชื่อให้เข้ากับกระแสนั้น  ภายในเวลา 10 วันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นถึง 125 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่ได้เปลี่ยนชื่อ ของเมืองไทยผมไม่รู้ว่าผลของการเปลี่ยนชื่อทำให้หุ้นขึ้นไปมากน้อยแค่ไหน  แต่คิดว่าน่าจะมีผลอยู่เหมือนกัน
ข้อสี่ที่ผมอยากเปรียบเทียบก็คือเรื่องของหุ้น IPO  ทั้งในตลาดหุ้น MAI และNasdaq ในช่วงฟองสบู่ก็คือ  มีการนำหุ้นเข้าตลาดจำนวนมากอย่างแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน  หุ้นไฮเท็คจำนวนมากนั้น  เป็นเรื่องของ Concept หรือแนวความคิดใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อาจจะ ปฏิวัติ” แนวความคิดหรือผลิตภัณฑ์เดิม  หุ้นที่เข้าตลาดในวันแรก ๆ  นั้นต่างก็  วิ่งระเบิด หลายสิบเปอร์เซ็นต์หรืออาจจะเป็นเท่าตัว   แต่ข้อเท็จจริงที่พบในภายหลัง หลังจากที่ฟองสบู่แตกก็คือ  ผลิตภัณฑ์จำนวนมากนั้นเป็นเพียง ความฝัน ที่ไม่รู้ว่าคนที่ซื้อหุ้นคิดว่ามันจะเป็นจริงได้อย่างไร  ตัวอย่างเช่น  บริษัทที่อ้างว่าเมื่อเสียบปลั๊กเข้าเครื่องคอมแล้วสามารถส่งกลิ่นที่ต้องการออกมาได้  เป็นต้น  ก็อย่างที่เราเห็น  หุ้น IPO จำนวนมากกลายเป็นกระดาษที่ไม่มีค่าเพราะบริษัทล้มละลายไปเมื่อ  ฟองสบู่แตก
ในกรณีของหุ้น IPO ของตลาด MAI นั้น  ส่วนใหญ่หุ้นที่เข้าตลาดวันแรก ๆ  ก็มักจะวิ่งระเบิด  น่าจะปรับตัวสูงกว่าหุ้นไฮเท็คโดยเฉลี่ย  แต่ถ้ามองดูก็จะเห็นว่าหุ้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะ ปฏิวัติ แนวความคิดอะไร   บางตัวอาจจะมีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจอยู่บ้างในแง่ที่มันยังไม่มีบริษัทในตลาดที่ทำแบบนั้น  ตัวที่โดดเด่นก็ดูเหมือนยังอยู่ที่ธุรกิจที่ดูเหมือนกำลังโตเช่น พลังงานทดแทน เป็นต้น  ดูเหมือนว่านักลงทุนจะดูแค่ว่ามันยังเป็นธุรกิจที่เล็กและจะโตได้เร็วเมื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดแล้ว  ผมเองคิดว่าถ้า ฟองสบู่ แตกจริง  บริษัทก็คงไม่ล้มละลาย  มันคงไม่ได้กระทบอะไรกับบริษัทมากมายนักเพราะหุ้นที่เข้ามาจดทะเบียนนั้นไม่ได้อาศัยเงินจากตลาดในการอยู่รอดแบบหุ้นไฮเท็ค ตรงกันข้าม  บริษัทได้เงินจาก IPO และดังนั้นจึงน่าจะมีฐานะทางการเงินดีขึ้น  สิ่งที่บริษัททำเองก็ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรมากมายนัก  เป็นธุรกิจธรรมดา ๆ  ที่นักลงทุนอาจจะ ฝัน” ว่าจะโตเร็วเท่านั้น
บทสุดท้ายของตลาด Nasdaq ในปี 2000 ก็คือ  ฟองสบู่แตก  ดัชนี Nasdaqปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง  ปีแรกตกลงมาเกือบ 50% และตกต่ออีก 2 ปี ปีละ20รวมแล้วตกลงมา ประมาณ 66%  หุ้นจำนวนมากล้มละลายกลายเป็น 0 แม้แต่หุ้น สุดยอด  และกลายมาเป็นหุ้นที่ ยิ่งใหญ่” ในปัจจุบันบางตัวอย่างหุ้นอเมซอนนั้น  ในช่วงที่ตกต่ำมาก ๆ ปี 2001-2002 ก็ตกลงมาเหลือเพียงไม่ถึง 10% จากราคาสูงสุดก่อนหน้านั้นเช่นเดียวกับหุ้นยาฮูและซิสโก้    ผมเองไม่แน่ใจว่าบทสุดท้ายของหุ้น MAI จะเป็นอย่างไร  เป็นไปได้ว่าฟองสบู่อาจจะไม่แตกและกำไรของบริษัทจดทะเบียนหุ้นตัวเล็กจะโตเร็วจนกระทั่งค่า PE ลดลงหรือราคาหุ้นก็ขึ้นไปอีกจน PEทะลุ 100 เท่าก็เป็นไปได้  อย่างไรก็ตาม  ประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น Nasdaq ก็น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจว่า  มีโอกาสที่ฟองสบู่อาจจะแตก  และนั่นอาจจะหมายถึงความเสียหายที่รุนแรงสำหรับคนที่เข้าไป เล่น  ในยามนี้  เพราะประวัติศาสตร์นั้น  มีพลังที่ยิ่งใหญ่เสมอ 

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แผนการลงทุน  23-27  กพ 58


 SET ก็พักตัว sideway ยังอยู่ในกรอบ 1,580-1,620 มานานมากๆ  ดังนั้นมั่นใจได้ว่า  ถ้าทะลุไปทางไหนจะไปทางนั้นได้แรงมากๆ .... (ในใจยังหวังว่า จะไม่หลุด 1,580 และเด้งกลับไปทะลุ  1,620 เพื่อไป 1,650  ให้ได้ในที่สุด)

รับ  1,587 / 1,580 (ไม่หลุด 1,580 ทนถือ)
ต้าน 1,620 / 1,637 / 1,650

ปัจจัยบวก ลบ ยังไม่ค่อยมีไรใหม่


ปัจจัยบวก

1. กรีซ และ ECB TROIKA น่าจะได้ข้อตกลงทันวันที่ 28/02 น่าจะได้ข่าวดีหนุนตลาดขึ้นต่อ
2. เจเนต เยเลน บอกว่า ยังไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย ลดความกังวลของตลาด
3. เงิน QE-ECB เริ่ม มีนาคมนี้
4. จับตา กนง จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ หลังได้แรงกดดันจากรัฐบาลและภาคเอกชน แต่คิดว่า โอกาสยังไม่มาก


Theme ลงทุนยังคล้ายเดิมๆ

1. หุ้นใหญ่ รองรับแรงหนุนจาก QE-ECB  คาดว่า ตัวนำจะเป็น  SCC  ADVANC  BANPU  PTTGC  TOP  IVL  
2. หุ้นปันผลดี รับกระแสลดดอกเบี้ย เช่น อสังหา AP  SENA  QH  LH  หลักทรัพย์  ASP  KGI  TNITY
3. กลุ่มลิสซิ่ง เช่น  THANI  GL  
4. พลังงานทดแทน เช่น  BWG  GENCO  AIE  PSTC    
5. กลุ่มนโยบายรัฐบาล เช่น วางระบบโทรคมนาคม   CSS  IRCP  รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่  รถไฟรางคู่  พลังงานทดแทน  
6. กลุ่มเดินเรือ  เช่น  TTA   RCL  PSL

อาทิตย์นี้จับตา  พลังงานขยะ BWG  GENCO  AIE  ลิซซิ่ง เดินเรือ PSL  RCL  และหุ้นใหญ่ทั้งหลาย

หุ้นที่ยังถือต่อ   CSS   IVL   ยังให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด

หุ้นกราฟสวยน่าจับตา










วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แผนการลงทุน 16-20 กพ 58


แผนการลงทุน  16-20 กพ 58


หุ้นยังวิ่งในช่วง 1,580 - 1,620  ยังไม่ผ่าน 1,620  แต่ถ้าลงมาแถว  1,580  แล้วไม่หลุด เกร็งว่าอาจจะม๊โอกาสผ่าน 1,620 ไป 1,650 ได้  แต่จะไม่ขึ้นทุกกลุ่ม  ต้องดูเป็นกลุ่มๆ ไป

ข่าวดี
1.  QE ECB จะเริ่ม มีนาคม 58
2.  ฤดูกาลจ่ายเงินปันผล
3.  เกร็งเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ไหม 19 มีนาคม 58
4.  การสงบศึกสงครามระหว่างรัสเซ๊ยกับกลุ่มยุโรปเดิม เซอร์ไพร์สตลาด

ข่าวลบ
1. ปัญหาของกรีซ ว่าจะรับข้อตกลงของ TROIKA ไหม ถ้าไม่ยอมจะเป็น Junk (แต่คาดว่าจะยอมรับของตกลง)
2. GDP ไทยอาจโตน้อยกว่าคาดการ์ณ์





กลุ่มที่น่าสนใจ ราคาน่าจะขึ้นได้
1. อสังหา  ได้แก่  SENA   AP   LH  QH  ( SIRI )
2. รถยนต์  ได้แก่  AH   SAT  PCSGH 
3. นิคมอุตสาหกรรม ได้แก่  TICON  (ROJNA    AMATA)
4. พลังงานทดแทน ได่แก่  EA   UAC  CSS  
5. รับเหมาก่สร้าง ได้แก่ SYNTEC  ITD  UNIQ  
6. เดินเรือ ได้แก่  TTA   RCL
7. โภคภัณฑ์ เช่น IVL  BANPU  
8. สื่อสาร วางระบบ  เช่น  JAS  CCS   MFEC  
9. หลักทรัพย์ เช่น  TNITY  KGI  ASP

กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง
1. ท่องเที่ยว เริ่มมีระเบิด  การประท้วง ตัดสินนายกฯยิ่งลักษณ์ เข่น CENTEL  MINT  ERW 
2. กลุ่มน้ำมัน อาจเป็นแค่รีบาวน์ทางเทคนิค
3. กลุ่มส่งออก ตัวเลขการส่งออกอาจต่ำกว่าคาด เศรษฐกิจโลกไม่ดี เงินบาทแข็ง ตัด GSP ของยุโรป  เศรษฐกิจจีนชะลอตัว
4.  รากหญ้ายังไม่ฟื้นตัว

หุ้นกราฟสวย

EA

SENA

LH

ROJNA

SYNTEC


UAC


AH


SAT


TTA


TICON



วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

WILLIAM O' NEIL กับ C-A-N-S-L-I-M


William O' neil  กับ C-A-N-S-L-I-M





วิลเลียม โอนิล (William O’Neil) เริ่มงานเป็นนายหน้าขายหลักทรัพย์ในปี 1958 สามปีที่เขาทำงานกับบริษัทนี้ เขาได้เรียนรู้การบริหารกองทุนรวมที่เด่นๆในขณะนั้น เขาได้ค้นพบว่ากองทุนเหล่านี้ประสบผลสำเร็จก็เพราะเลือกซื้อหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ หรือทางเทคนิคเคิลเรียกว่า “breaking out” หุ้นหลายตัวที่มีลักษณะแบบนี้มักจะปรับตัวสูงขึ้นต่อมากกว่า 100%
โอนิล ได้เลียนแบบการลงทุนแบบนี้ ภายในหนึ่งปีผ่านไปเขาสามารถเพิ่มเงินของเขาจาก 5,000 เหรียญ เป็น 200,000 เหรียญ เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่จัดว่ามีผลการดำเนินงานดีเด่นในยุค 60 เลยทีเดียว และเป็นผู้บุกเบิกการเลือกหุ้นโดยอาศัยข้อมูลทางสถิติ และบริษัทของเขาก็ยังคงให้บริการข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ลงทุนจนทุกวันนี้
ผลการดำเนินงานของเขามีทั้งขึ้นและลง โดยเฉพาะในช่วงที่หลังการปรับตัวที่ดีของตลาดหุ้นในช่วงยุค 60 ผลตอบแทนที่ได้รับจะอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% ในรอบสิบปี หุ้นที่เขาลงทุนแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นหุ้นบริษัทยาซินเท็ค (SYNTEX) บริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่ผลิตยาคุมกำเนิด ขณะนั้นบริษัทประกาศผลกำไรโตขึ้นถึง 300% ราคาหุ้นปรับตัวจาก 100 เหรียญ เป็น 550 เหรียญ ทำให้เขามีกำไรมากพอที่จะเริ่มธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาของเขาเองตั้งอยู่ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา

วิธีการและแนวทางการลงทุนของเขาคล้ายๆกับ จิม สแลตเตอร์ เขาให้ส่วนผสมของข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเกณฑ์ในการเลือกหุ้นลงทุน แนวคิดที่สำคัญในการลงทุนคือ “มองหาหุ้นที่โตเร็วที่มีศักยภาพที่ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง” นั้นคือ ซื้อหุ้นเมื่อบริษัทแข็งแกร่ง ขายออกเมื่อบริษัทอ่อนแอลง

ผลงานของเขาที่เป็นที่รู้จักแพร้หลาย ได้แก่
 Investor’s Business Daily newspaper,
 How To Make Money In Stocks
The Model Book of Greatest Stock Market Winners.

 ที่มาของ CANSLIM ในปี 1959 โดยศึกษาลักษณะการเลือกหุ้น และการลงทุนของ Jack Dreyfus ผ่าน Dreyfus fund ซึ่งทำผลตอบแทนได้เป็น 2 เท่าของผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนรวมอื่นในตลาด โอนีลค้นคว้ารายงานประจำไตรมาสของ Dreyfus fund และรายละเอียดของหุ้น และระยะเวลาที่กองทุนเข้าซื้อหุ้นกว่า 100 ตัว และนำมา plot ใน chart สิ่งที่โอนีลพบก็คือ หุ้นทุกตัวที่ Dreyfus fund เข้าซื้อ ล้วนแต่เป็นหุ้นที่ทำ new high

เขาแนะนำนักลงทุนให้ใช้แนวทาง 7 ประการในการลงทุน โดยมีตัวย่อ C-A-N-S-L-I-M ดังนี้

C = ผลกำไรไตรมาสก่อน (Current quarterly earnings per share) 

มองหาบริษัทที่เพิ่งประกาศผลการดำเนินงานอย่างต่ำ 20% QoQ  ส่วนใหญ่มักเพิ่มขึ้น 40-500%

A = กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น (Annual earnings increases) 

มองหาบริษัทที่มีความเติบโตติดต่อกัน 5 ปี โดยมีอัตราเติบโตที่ไม่ต่ำกว่า 25% ต่อปี ถ้าหุ้นมีลักษณะอย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องสนใจ P/E Ratio ซึ่งช่วงของ P/E อาจจะอยู่ที่ 20 ขึ้นไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้หุ้นขึ้นได้ดีไปกว่าการทราบว่าผลประกอบการณ์จะโตมหาศาล  โอนีล พบว่าหุ้นที่เป็น top performer จะมี 5Y CAGR ของ earning เฉลี่ย 24% ในอุดมคติ เราจึงควรเลือกหุ้นที่มี annual earning growth YOY ด้วย ซึ่ง IBD จะมีการคำนวณ EPS rank โดยคำนวณการเติบโตของ quarterly EPS 2 ไตรมาสล่าสุด ร่วมกับ annual EPS growth 5 ปีย้อนหลัง แล้วเรียงลำดับ percentile เทียบกับหุ้นทั้งตลาด

N = สินค้าใหม่ ทีมบริหารใหม่ จุดสูงสุดใหม่ (New products, new management, new highs) 

หุ้นที่ดีมักจะมีเรื่องราวใหม่ๆอยู่เบื้องหลังมัน เช่น สินค้าใหม่ที่น่าสนใจ หรือ ผู้บริหารคนใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดจุดสูงสุดใหม่

S = อุปสงค์ และ อุปทาน (Supply and demand) 

หากหุ้นที่มี Free float ต่ำ หุ้นขนาดเล็กมีปริมาณการซื้อขายสูงๆ จะทำให้โอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกขับเคลื่อนสูงขึ้นได้ Free float ควรนอยกว่า 25 ล้านหุ้น

L = ผู้นำ และ ผู้ตาม (Leaders and laggards) 

เลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเข้มแข็งในอันดับต้นของหมวดนั้นๆ สัก 2-3 บริษัท หุ้นเหล่านี้มักจะปรับตัวดีกว่าหุ้นอื่นๆในหมวดเดียวกันในอัตรา 80-90% ภายใน 12 เดือน อยู่ให้ห่างหุ้นที่ปรับตัวแย่ลงในระยะ 7 เดือน   โดยราคาหุ้น leaders มักเป็นหุ้นที่สามารถ Break 52-weeks High มาได้ (ควรซื้อหลัง break มาได้ไม่เกิน 10% แรก) Relative Strenght Index ควรสูงกว่า 80 เพื่อบอกความแข็งแกร่งกว่าตลาดของหุ้นนั้นๆ  โอนีลบอกว่า หุ้นที่  New High ก็จะ High ไปเรื่อยๆ  หุ้นที่ New low ก็จะราคาต่ำลงเรื่อยๆ  ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องซื้อหุ้นในราคาต่ำๆ แล้วถือไว้โดยที่หุ้นราคาไม่ไปไหนในช่วง 6-9  เดือน

“What seems too high and risky to the majority generally goes higher and what seems low and cheap generally goes lower.”

I = ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน (Institutional sponsorship) 

หาให้ได้ว่าหุ้นตัวใดที่นักลงทุนสถาบันนิยมซื้อ สถาบันเริ่มสนใจเข้าลงทุน  อย่างน้อย 5 สถาบัน หากเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีและนักลงทุนสถาบันยังมีอยู่น้อย เราอาจจะนำมาเป็นหุ้นที่เราจะเข้าซื้อ อย่างไรก็ดี  ถ้าหุ้นนั้นมีสถาบันเข้าถืออยู่มากแล้วก็อาจต้องระวังแรงขายเหทือนกัน

M = ทิศทางของตลาด (Market direction) 

เล่นเฉพาะหุ้นขาขึ้นเท่านั้น เราไม่สามารถสวน trend ได้  ตรวจสอบตลาดทุกวันเพื่อหาสัญญาณของการปรับตัวลง และให้ระวังการเข้าซื้อในขณะนั้น


เขาแนะนำให้ทำการขายหุ้นตัดขาดทุนเมื่อหุ้นนั้นตกลงต่ำกว่า 7-8% จากราคาที่ซื้อมาโดยไม่ต้องมีคำถาม และให้ขายหุ้นที่ขึ้นไม่ถึง 20% ภายใน 13 สัปดาห์ ให้ถือหุ้นที่ขึ้นเกิน 20% ภายใน 4-5 สัปดาห์ หุ้นพวกนี้มักจะเป็นหุ้นที่ทำกำไรมากที่สุด

วินัยการ Cut loss เป็นสิ่งสำคัญมากที่ โอนีลย้ำและไม่ให้ละเลย เค้าพูดว่า
“The whole secret to winning and losing in the stock market is to lose the least amount possible when you’re not right.”

“Always sell your worst stock first.”

ในกรณีที่หุ้นที่ซื้อมาและมีการปรับตัวขึ้น 25% อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าอาจจะมีข่าวดี ทำให้นักลงทุนในตลาดแห่กันเข้าเก็บหุ้นอย่างเร่งร้อน เราควรรีบทำกำไรเช่นเดียวกัน

โอนีลจะไม่เข้าซื้อหุ้นที่เข้าเกณฑ์ตามหลักพื้นฐาน (คือ current และ annual earning) ถ้าหุ้นไม่เข้าตามเกณฑ์ RS rating และไม่มี breakout ไม่ซื้อที่ base หรือซื้อก่อนจะมี breakout เพราะหุ้นอาจไม่มี breakout เลยก็ได้ การลงทุนในหุ้นเรามีโอกาสจะซื้อเร็วไป หรือซื้อช้าไปได้เสมอ แนวคิดการซื้อที่ breakout คือการเข้าซื้อเมื่อเราอยู่ในจุดที่มีโอกาสขาดทุนน้อยที่สุด การซื้อที่ base หุ้นอาจมีการแกว่งตัวได้สูงถึง 10-15% ซึ่งเรามีโอกาสถูกเขย่าออกไปก่อนได้ ถ้าเราเข้าซื้อในจุดที่ถูกต้อง หุ้นจะมีโอกาสน้อยมากที่จะ correct ลงมาเกิน 7%

Volume ของหุ้นใช้ในการดู supply และ demand ของหุ้นตัวนั้น การเพิ่มขึ้นของ volume สำคัญมากในการเริ่มต้นของ price movement และในช่วง consolidation ที่ดีควรมี volume dry-up เป็นรูปแบบที่รู้จักกันในนามของ Cup-and-Handle-Pattern




 การดูทิศทางตลาด เพื่อแยกระหว่าง Market top กับ Normal correction โอนีลบอกว่า market top เกิดขึ้นได้ 2 แบบเท่านั้นคือ แบบแรก ดัชนีทำ new high แต่ volume เบาบาง หรืออีกแบบคือ volume หนาแน่นหลาย ๆ วัน แต่ดัชนีไม่ค่อยไปไหน วิธีการดูทิศทางตลาดอีกแบบที่ดีคือ คอยสังเกต performance ของ leading stocks ถ้าพบว่าในขณะที่ตลาดเป็นกระทิง แต่หุ้นนำตลาดเริ่ม break down ไปทีละตัวสองตัว ถือเป็นสัญญาณของ market top ได้

สิ่งไร้สาระอีกอย่างที่เห็นประจำคือ การที่มีคนบอกว่าหุ้นตัวนี้ undervalued เพราะว่ามี P/E ต่ำ ข้อมูลของโอนีลบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง return rate กับ P/E ของหุ้นที่เป็น best performers นั้นต่ำมาก ข้อมูลย้อนหลัง 33 ปีของโอนีลจากตลาดหุ้นอเมริกาพบว่า best performers มี P/E เฉลี่ย 20 ก่อนจะมี major move เทียบกับ P/E ของตลาดที่ 15 และในจุดที่สิ้นสุด major move หุ้นเหล่านี้มีค่า P/E เฉลี่ยที่ 45

นอกจาก P/E แล้ว ผลตอบแทนของหุ้นก็ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราเงินปันผลด้วย

โอนีลไม่สนใจ overbought/oversold indicators เลย ประสบการณ์ของเขาบอกว่าเครื่องชี้วัดเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไร

การกระจายความเสี่ยง (diversification) คือ hedge of ignorance การเลือกหุ้นไม่กี่ตัวที่สุดยอด และเรารู้จักมันอย่างดี มีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีโอกาสได้ผลตอบแทนดีกว่ามาก จำนวนหุ้นที่ควรถือ ขึ้นกับขนาดของพอร์ต ถ้าขนาด 2 แสนบาท ควรถือ 1-2 ตัว, 4 แสนบาท ควรถือ 3-4 ตัว, 1 ล้านบาท ควรถือ 4-5 ตัว, 2 ล้านบาท ควรถือ 5-6 ตัว และ 4 ล้านบาทขึ้นไปควรถือ 6-7 ตัว (อันนี้ปี 1989 นะ ถ้าตอนนี้อาจจะต้องเพิ่มขนาดพอร์ตแต่ละขั้น 2-3 เท่า)

ตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งที่โอนีลกล่าวไว้คือ ให้ดู Fed fund rate ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ย 2-3 หนแล้ว ตลาดที่เป็นกระทิงอยู่มักไม่ค่อยรอด

จากหลักการของ CANSLIM ที่โอนีลใช้มาตลอดนั้น โอนีลย้ำว่าใช้ได้กับการลงทุนหุ้นรายตัวเท่านั้น โอนีลเชื่อว่าทุกคนควรมีบ้าน, อสังหาริมทรัพย์ และลงทุนในหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมถือเป็นการลงทุนที่ดีมากในระยะยาว ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจมัน หัวใจแห่งความสำเร็จในการลงทุนผ่านกองทุนรวมคือลงทุนแล้วนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องไปคิด เมื่อตั้งเป้าลงทุนผ่านกองทุนแล้ว เป้าหมายของเราคือเราจะลงทุน 10 ปี 15 ปี หรือนานกว่านั้น นั่นคือหัวใจสำคัญของการได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนรวม และการจะทำเช่นนั้นได้หมายความว่าเราต้องผ่านภาวะตลาดแย่ ๆ 3-4-5 ครั้ง กองทุนรวมที่ดีมักให้ผลตอบแทนดีเลิศ (เช่น 70-100%) ในช่วงตลาดกระทิง และอาจติดลบ 15-20% ในช่วงตลาดหมี

 สำหรับหุ้นรายตัว เราอาจได้ผลตอบแทนสุดยอดหลายเท่า หลายสิบเท่า หรือหลายร้อยเท่า ในทางกลับกัน หุ้นตัวหนึ่งอาจลดมูลค่าลง 80-90-99% ได้ ซึ่งถ้าเราถือหุ้นตัวนั้นอยู่เราอาจไม่สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาให้เท่า เดิมได้อีกเลย แต่การลงทุนในกองทุนรวมนั้นต่างกัน กองทุนเหล่านี้มีการกระจายหุ้นที่ถืออยู่เป็นจำนวนมาก หลากหลายกลุ่มซึ่งถือเป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ เมื่อเศรษฐกิจผ่านช่วงเวลาเลวร้าย และฟื้นตัวมาได้ กองทุนเหล่านี้ควรฟื้นตัวมาด้วย ความผิดพลาดที่เราเห็นประจำคือ นักลงทุนไม่น้อยเกิดความหวาดกลัวตัดสินใจถอนเงินออกมา และทำลายผลตอบแทนของตนเองลง ทั้งที่อันที่จริงแล้ว นักลงทุนควรซื้อเพิ่มในช่วงนั้น

โอนีลไม่เชื่อใน EMT และ random walk theory เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทธิภาพหรือ random ตลอดเวลา