แผนการลงทุน 2-6 กุมภาพันธ์ 2558 ของผม
ตลาดทำท่าจะต้องปรับฐานกันบ้าง แต่คาดว่าน่าจะเป็นการปรับฐานในขาขึ้น หลังจากที่ตลอดทั้งเดือนมกราคม ตลาดแกว่งตัวลงแค่ช่วงแรก 3 วัน หลังจากนั้น ตลาดก็ปรับขึ้นมาตลอดเดือน จนผลตอบแทน SET ที่ 7.02% (จาก 1,482 จุด ขึ้นเป็น 1,586 จุด)
จากกราฟเกิดลักษณะคล้าย Tripple Top ที่ระดับ 1,600-1,610 จุด ที่ตลาดไม่สามารถยืนเหนือ 1,600 จุดได้ หากหลุด 1,580 ลงมาจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,568 / 1,558-1,562 และ 1,548 ตามลำดับ ระยะสั้นคาดว่าระดับ 1,558 น่าจะเอาอยู่นะครับ (ยังเชื่อใน Fund flow น่าจะเข้าต่อไป)
ปัจจัยบวก
1. ECB ประกาศทำ QE มากกว่าที่ตลาดคาด มากถึง 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน (ตลาดขึ้นมารับข่าวนี้บางส่วนแล้วหรือไม่ ?)
2. ต่างชาติซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง 7 วัน จาก 8 วัน ถึง 1.49 หมื่นล้าน (เงินไหลเข้าไทย)
3. ราคาน้ำมันที่ลดลง อาจเป็นผลบวกกับหุ้นบางกลุ่มที่ราคาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของการประกอบกิจการ เช่น กลุ่มขนส่ง สายการบิน รับเหมาก่อสร้าง
ปัจจัยลบ
1. ราคาน้ำมันโลกถูกกดดันต่อเนื่อง ราคา Commodities ลดลงอย่างมาก
2. ผลประกอบการณ์ บมจ. ในตลาดไทย ชะลอตัวถึง -30% โดยเฉพาะกลุ่มหลัก คือ กลุ่มพลังงาน ที่มีน้ำหนักในตลาดหุ้นสูง จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เกิด Stcok loss มากมาย
3. การแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับยูโรอย่างรวดเร็ว อาจทำให้อัตราความสามารถในการแข่งขันของบริษัทส่งออกของไทยแย่กว่าเพื่อนบ้านยุโรปได้ รวมถึงภาวะที่เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างมาก (ธปท มาถือเงินยูโรมากขุึ้นในอดีต ทำให้ขาดทุนค่าเงิน)
4. ระวังการปรับลดประมาณการของ GDP ของไทย ตามสภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะโตไม่ได้ตามคาดการณ์ที 4% ต่อปี เนื่องจากการลงทุนภาครัฐอาจล่าช้ากว่าคาดการณ์ เอกชนยังไม่มั่นใจ การส่งออกที่ถูกค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วกดดัน และการท่องเที่ยวที่ยังคงมีกฎอัยการศึก และ ค่าเงินรูเบิ้ลรัสเซียที่ลดลงแรง ทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียลดลง อสังหาที่พัทยาเริ่มส่งสัญญาน overdemand หนี้ครัวเรือนที่สูงอาจทำให้การบริโภครายย่อยโตล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ ปัญหาหนี้ NPL
5. แม้เงินจะเริ่มไหลเข้าไทย แต่เงินบาทไม่อ่อนค่ามากนัก แสดงว่าเงินไหลเข้าจะยังไม่มากในช่วงนี้หรือไม่ หรือ แค่จุดเริ่มต้นของการไหลเข้า
6. ตลาดหุ้นไทยเริ่มแพงด้วยราคาตามมูลค่าพื้นฐาน PE 16 เท่ากว่า EPS ที่คาดว่าจะต้องปรับลดประมาณการณ์ลงอีก
ขณะพิมพ์บทความนี้ เกิดการวางระเบิดที่ BTS สยาม หน้าห้างสยามพารากอน คาดว่าเป็นแค่การสร้างสถานการณ์ หรือ เกี่ยวกับการสถาปนาสถาบันการศึกษาระแวกนั้น ต้องติดตามต่อไป
หุ้นที่น่าสนใจหากราคาลดลงมา (Investment Themes)
1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงมา ได้แก่ กลุ่มสายการบิน (AAV, THAI, NOK, BA) ขนส่ง (KIAT) รับเหมาก่อสร้าง (CK SEAFCO PYLON SYNTEC STEC ITD GEL)
2. นโยบายการลงทุนภาครัฐบาล ได้แก่ รับเหมาก่อสร้างสาธารณูปโภค (SEAFCO, PYLON, TPOLY, CK, STEC) เศรษฐกิจอีโคโนมี (AIT, SAMART, INTUCH, THCOM) โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน (TRT, QTC, GUNKUL, DEMCO) ธนาคาร (KTB, BBL)
3. กลุ่มที่ผลประกอบการณ์จะออกมาดีขึ้น โตทั้ง QoQ และ YoY (AAV, ADVANC, INTUCH, THCOM, LH, WHA)
4. กลุ่มที่จะ Turnaround เช่น กลุ่มบันเทิง เจ้าของทีวีดิจิอลรายใหม่ (MONO, RS, WORK) จากเรตติ้งที่ดีขึ้นมากโดยเฉพาะ MONO กับ RS แซงหน้าเจ้าของหน้าเดิม (BEC, MCOT) ทำให้มีความสามารถปรับราคาโฆษณาขึ้นได้อีกมาก
5. กลุ่มได้ผลดีเมื่อดอกเบี้ยลดลง ลุ้น กนง. ในการประชุมครั้งถัดๆไปว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และ ยับยั้งการไหลเข้าของเงินนอก เช่น กลุ่มอสังหา (PS, SPALI, SENA, MK) กลุ่มเช่าซื้อ (TISCO, TK, SAWAD, MTLS) และ หุ้นที่ให้ปันผลในอัตราที่สูงกว่าตลาด
สรุปหุ้นที่ควรจับตา
AAV
AIE
AQ
CHOW**
GLOBAL**
GUNKUL**
DEMCO**
DCON**
IFEC**
IVL**
KAMART
NUSA
PS
PSTC
RPC
RS
SPALI
SST
MONO**
MTLS
TASCO
TSF
UAC**
VNG
หุ้นที่ต้องระมัดระวังในการลงทุน
1. กลุ่มน้ำมันโดยเฉพาะโรงกลั่น ได้แก่ TOP BCP ESSO
2. กลุ่มส่งออก ได้แก่ จากค่าเงินบาทที่อ่อนลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออกไปยุโรป หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ต้องแข่งกับยุโรป
สัญญาน BUY ทางเทคนิค
AIE / AOT / AP / AQ / DCON / GLOBAL / GUNKUL / HEMRAJ / JAS / JMART / IVL / KGI / MALEE / SAPPE / MINT / NUSA / PTTGC / SVOA / SF / STEC / SAT / SST / TKS / SSTOG / TTW / TRT / TSF / JSP / TASCO
สัญญาณ SELL ทางเทคนิค
GFPT / NBC / THREL / BTS / TCC / TNDT / LANNA / MAJOR / HYDRO / BECL / EA / CKP / KC / GLAND / PTL / VTE


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น